|
การเลือกผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์
• ผัก ควรเป็นผักใบ หรือผักเนื้อแน่น สด มีความแก่หรืออ่อนเท่ากัน
ผักใบ เช่น ใบโหระพา ใบกะเพรา ใบมะกรูด ผักชี ต้นหอม ชะอม สะเดา ผักกาด ผักกวางตุ้ง
ผักเนื้อแน่นหรือผักหัว เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย หัวหอม กระเทียม หัวผักกาด
• ผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่แก่หรือสุกเต็มที่ กลิ่นดี มีสีสม่ำเสมอ( ถ้าผลไม้มีสีเขียวปนจะทำให้สีของผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ ควรนำไปบ่มก่อน) ไม่ช้ำ ไม่มีตำหนิ ไม่เน่าเสียขนาดผลเท่ากัน เช่น กล้วย ลำไย องุ่น พุทรา เงาะ ฯลฯ
• เนื้อสัตว์ ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่มีความสด
- เนื้อวัว สีชมพูอมแดง เนื้อละเอียด ไม่มีพยาธิในลักษณะเม็ดสาคู
- เนื้อหมู สีชมพู ไขมันสีขาว ไม่มีพยาธิในลักษณะม็ดสาคู
- เนื้อไก่ สีไม่ซีด ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีรอยช้ำ
- ปลาสด หนัง เกล็ด เป็นมันวาว ตาสดใส เหงือกแดงสด เนื้อแน่นแข็ง ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
การเตรียมผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์
การเตรียมผัก
1. การล้าง เป็นขั้นตอนที่จำเป็นมากสำหรับผัก เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและยาฆ่าแมลงไม่ควรแช่ผักในน้ำ แต่ควรล้างด้วยน้ำไหล
2. การตัดแต่ง
- การปอกเปลือก ผักที่มีเปลือก ควรปอกเปลือก
- การหั่นหรือเด็ด ผักเนื้อแน่นหรือผักหัว เมื่อปอกเปลือกแล้ว หั่นเป็นชิ้น หรือหั่นเป็นแว่นๆ ขนาดเท่ากันตามต้องการ ส่วนผักใบให้เด็ดเป็นใบๆ
3. การลวก
- การลวกด้วยน้ำเดือด จะทำลายเอนไซม์ต่างๆ ทำให้เนื้อผักนุ่มไม่เหนียวตากแห้งเร็วขึ้นให้สีและกลิ่นของผักไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเก็บไว้นานๆ ผักเปลือกทุกชนิดนิยมลวกในน้ำเดือดยกเว้นกระเทียม ต้นหอม ผักชี พริกไทย เพราะการลวกจะทำให้กลิ่นเจือจาง
ผักใบ ให้ลวกในน้ำร้อนเกือบเดือด นาน ½-1 นาที แล้วช้อนขึ้นแช่น้ำเย็นทันทีนำขึ้นผึ่งบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
- การลวกด้วยสารละลายซัลไฟท์ ใช้กับมันฝรั่ง กะหล่ำปลี แครอท เพื่อมิให้สีกลิ่นผิดปกติ และป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยการใส่สารละลายที่มีส่วนประกอบของซัลไฟท์หรือเมตาไบซัลไฟท์ ½ ช้อนชา ลงในน้ำต้มเดือด 4 ถ้วยตวง ใส่ผักลงไปลวกแล้วช้อนขึ้น ผึ่งตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
การเตรียมผลไม้
1. การล้าง เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและยาฆ่าแมลง การล้างผลไม้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะผลไม้แกหรือสุกเต็มที่ เนื้อจะนิ่ม การล้างแรงๆ จะทำให้ผลไม้ช้ำ
2. การตัดแต่ง
- การปอกเปลือก ผลไม้บางชนิดควรปอกเปลือกออกก่อนนำไปตางแห้งเพื่อให้ผลไม้แห้งเร็วขึ้น เช่น กล้วย ลำไย
- การเอาเมล็ดออก ผลไม้ที่มีเมล็ด ควรเอาเมล็ดออก เพื่อให้ตากแห้งได้เร็วขึ้น เช่น พุทรา มะดัน ลูกท้อ ขนุน
- การหั่นเป็นชิ้น ทำให้ผลไม้แห้งเร็วขึ้น เพราะผลไม้ผลใหญ่ใล้เวลาในการตากแห้งนาน จึ่งควรหั่นเป็นชิ้นเล็กลง
3. การลวก ด้วยสารละลายด่าง นิยมใช้กับผลไม้ขนาดเล็ก หรือผลไม้ที่ต้องการให้แห้งทั้งผล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ การลวกด้วยสารละลายด่าง ทำให้ขี้ฝึ้งที่ผิลผลไม้ละลายออกและเกิดรูพรุน หรือเกิดรอยแตกที่ผิว ทำให้น้ำระเหยออกได้ง่าย จึงตากแห้งได้เร็วขึ้น ทำได้โดยใช้สารโซเดียมคาร์บอเนต หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ 3 ช้อนชา ใส่ลงในน้ำเดือด 4 ถ้วยตวง นำผลไม้ที่เตรียมไว้จุ่มลงไปนานประมาณ 2-3 วินาที แล้วช้อนขึ้นแช่น้ำเย็นทันที นำขึ้นผึ่งบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
4. การลวกด้วยสารละลายซัลไฟท์ วิธีการทำเหมือนกับการลวกด้วยสารละลายซัลไฟท์ของผัก
5. การรมควันกำมะถัน นิยมใช้กับผลไม้เพื่อรักษาสีและกลิ่น ทำให้ผลไม้เก็บได้นานถึง 1 ปี โดยสีไม่เปลี่ยนแปลง การรมควันกำมะถันจะรมควันผลไม้ทั้งเปลือกหรือผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้วก็ได้
การเตรียมเนื้อสัตว์
1. ทำความสะอาดเนื้อสัตว์ ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดสิ่งสกปรกบนเนื้อออกให้หมด ไม่ควรนำเนื้อสัตว์ล้างน้ำหรือแช่น้ำ จะทำให้สารอาหารละลายไปกับน้ำ
2. แล่เนื้อสัตว์เป็นชิ้นบางๆ เพื่อจะได้ตากแห้งได้เร็วขึ้น
3. นำไปหมักเกลือทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำไปตาก (ใช้เกลือประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์)
การเตรียมปลา
นำปลาทั้งตัวมาขอดเกล็ด ควักไส้ เอาเหงือกออก ล้งให้สะอาดแล้วผ่าตามยาวตรงหลังแบะออกเป็นแผ่น นำไปหมักเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือเข้มข้นประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน นำไปตาก
ขั้นตอนการตาก
นำผัก ผลไม้หรือเนื้อสัตว์ที่เตรียมไว้เรียงบนตะแกรง (ถ้าเป็นผลไม้ที่มีการหั่นหรือผ่าซีกควรวางส่วนที่หั่นหงานขึ้น) แล้วสอดตะแกรงเข้าไปในตู้ นำไปตากแดดจนกระทั่งเนื้ออาหารแห้ง จึงนำเข้าผึ่งในที่ร่มเพื่อให้ค่อยๆแห้งสนิทต่อไป เวลาที่ตากขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร ตั้งแต่ 2-20 วัน ระหว่างการตากควรกลับชิ้นอาหารบ้างซึ่งจะทำให้แห้งเร็วขึ้น
การตากควรตากในตู้ตากแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะ
1. อุณหภูมิในตู้ตากจะสูงกว่า ทำให้อาหารแห้งเร็วขึ้น
2. อาหารที่ตากในตู้ตากจะสะอาด เพราะตู้ตากสามารถป้องกันฝุ่นละอองและแมลงได้ ถ้าใช้ตู้อบลมร้อน อุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบประมาณ 60 70 องศาเซลเซียส
การเก็บรักษา
บรรจุอาหารที่ตากแห้งได้ที่แล้วในขวดแก้ว กล่องพลาสติก ถุงพลาสติก หรือภาชนะอื่นๆที่แห้ง สะอาด มีฝาปิดสนิท ปิดฉลากบอกชื่ออาหารและวันเดือนปีที่ผลิตบนภาชนะบรรจุ แล้วเก็บในที่แห้งและเย็น ไม่ชื้นไม่ถูกแสงแดด หากเก็บไว้นานควรนำออกมาตากแดดบ้าง เพื่อป้องกันมิให้เกิดรา
ประโยชน์
1. เก็บรักษาอาหารไว้บริโภคได้นาน
2. เป็นการเพิ่มชนิดของอาหารให้มากขึ้น มีรสชาติ กลิ่น สี แตกต่างกันออกไป
3. สะดวกในการขนส่ง
4. สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มรายได้
|